บทความทั้งหมด
การศึกษา
ข่าว-สื่อ
จิปาถะ
ธนาคาร-การเงิน
ธุรกิจ
บันเทิง
ยานยนต์
ศิลปะ-วัฒนธรรม
สุขภาพ

ทอมส่วนใหญ่แต่งตัวอย่างไรให้ดูดี

ทอมส่วนใหญ่แต่งตัวอย่างไรให้ดูดี


เรื่องของการเสื้อผ้าบอกได้เลยว่ามันคือส่วนประกอบสำคัญในการแต่งกายของทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้นแต่ทอมหรือที่เรียกว่าสาวหล่อนั้นเอง นอกจากเรื่องของเอแล้วนั้นยังมีองค์ประกอบอื่นๆอีก เช่น
1. ทรงผม บอกได้เลยว่ามันสำคัญมาก สามารถที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าดูดีหรือไม่ได้เลย ดังนั้นการเลือกตัดทรงผมนั้น ควรเลือกตัดผมและจัดแต่งทรงให้ดูสะอาด เรียบร้อย และเน้นเป็นผมสั้นจะดีกว่าผมยาว เพราะว่าจะดูสาวมากกว่าผมสั้นและการดูแลรักษาทรงนั้นก็สำคัญมากจะต้องดูและตกแต่งทรงและไม่การปล่อยผมยุ่งชี้ฟูรุงรัง ซึ่งบอกได้เลยว่ามันทำลายบุคลิกภาพอย่างร้ายแรง
2. เครื่องประดับภายนอก บอกได้เลยว่ามันสำคัญมากเช่นกัน และไม่สมควรที่จะเยอะชิ้นมากจนเกินไป อย่าลืมนะไม่ใช่หญิงสาวเน้นไม่กี่อย่างก็พอ ก็เรียกว่าเลือกใช้เท่าที่จำเป็นดีกว่า ความเรียบง่ายจะทำให้คุณดูดี
3. รองเท้า สำคัญมากแต่งตัวดูดีแทบตายแต่ลากแตะมันก็ไม่เหมาะสม รองเท้าแตะสมควรที่จะสวมใส่ที่บ้านจะดีกว่านะ และการเลือกรองเท้าต้องเข้ากับตนเองและเหมาะสมกับโอกาส ด้วย หากไม่ใช่การเดินเล่นสบายๆหรือพักผ่อนส่วนตัวแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าแตะ เลือกหนังแบบดีๆหรือรองเท้าผ้าใบแบบเรียบๆ จะช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีและเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณได้และยังใส่แล้วดูดีมากเข้ากับทุกโอกาสด้วย
4. กางเกง บอกได้เลยว่าเป็นการแต่งกายที่ทอมนิยมแต่งมาก แม้นว่าการแต่งกายของทอมส่วนใหญ่นั้นก็มีหลายประเภทหลายแนว ก็ตามแต่ส่วนมากการใช้กางเกงขาสั้นมามิกซ์แอนด์แมทซ์กับเสื้อผ้านั้นได้รับความนิยมมากลองมาดูกันเถอะ
- กางเกงขาสั้น แมทช์กับเสื้อยืดแขนสั้นหรือเสื้อยืดแขนยาว ได้รับความนิยมมานาวนานมาก และยังนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ใส่ เสื้อกล้ามทอม ข้างในแต่งแล้วสบายๆที่สุด แค่เสื้อยืดและกางเกงขาสั้นก็พอ
- กางเกงขาสั้น แมตช์กับเสื้อโปโล สำหรับสไตล์การแต่งตัวเพิ่มความหล่อและเท่ห์อีกทั้งความเนี๊ยบได้ดี ได้รับความนิยมมากใน
- กางเกงขาสั้นกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้น หรือเสื้อเชิ้ตแขนยาว บอกได้ว่าแนวนี้เป็นอีกหนึ่งแนวที่สาวๆชื่นชอบเพราะว่า สามารถที่จะช่วยเพิ่มความหล่อดูดี เท่และมีรสนิยม
- เสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวทรงเดฟ นิยมในการแต่งเวลาทำงานหรือว่าการติดต่อธุรกิจ
Updated: 10 ธ.ค. 2561 เวลา 10:52 น.
ผมเสีย จะฟื้นบำรุงอย่างไรดี เรามีวิธีมาฝาก

ผมเสีย จะฟื้นบำรุงอย่างไรดี เรามีวิธีมาฝาก


เมื่อเราต้องจัดแต่งทรงผมเป็นประจำ ถูกต้องแสงแดด ความร้อน ฝุ่นควัน หรือสารเคมีต่างๆ ที่ทำร้ายเส้นผม ก็ย่อมทำให้เส้นผมของเราอ่อนแอ และขาดหลุดร่วง รวมถึงชี้ฟูได้ง่าย
ถ้าคุณกำลังเผชิญกับปัญหาผมเสีย และไม่ทราบว่าจะฟื้นบำรุงอย่างไรดี วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการบำรุงผม 5 ประการมาฝากค่ะ
1. บำรุงผมด้วยทรีทเม้นท์ไข่
ไข่ วัตถุดิบคู่ครัวที่สามารถช่วยบำรุงฟื้นฟูผมได้เป็นอย่างดี ลองนำไข่ 1 ฟอง มาตีให้ไข่แดงและไข่ขาวรวมกัน จากนั้นนำมาหมักผม 20 นาที โดยทำเพียงสัปดาห์ละครั้ง หรือจะผสมน้ำมันมะกอกลงไปด้วยก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทำให้ผมนุ่มสลวยขึ้นได้ ลองทำติดต่อกันสัก 2-3 สัปดาห์ รับรองว่าผมของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
2. หลักเลี่ยงการใช้น้ำร้อนกับผม
แม้ว่าคุณจะรู้สึกหนาวกายแค่ไหน แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นหรือน้ำร้อนมาสระผม เพราะน้ำร้อนๆ นี่แหละที่จะทำให้ผมของคุณแห้งเสียจนน่าตกใจ การใช้น้ำเย็นจะเป็นมิตรต่อผมมากกว่า แถมยังช่วยล็อกความชุ่มชื้นในผม ทำให้ผมเงางาม และไม่ทำให้ผมเปราะหักง่ายอีกด้วย
3. ปล่อยให้ผมแห้งตามธรรมชาติ
การใช้ไดร์เป่าผมทำให้ผมของคุณแห้งเสียอย่างมาก เอาเป็นว่าลองปล่อยให้ผมแห้งตามธรรมชาติบ้าง แต่ไม่ต้องใช้ผ้าขนหนูเช็ดหัวแรง ๆ จนทำให้รากผมอ่อนแอจนผมเปราะหักง่ายนะจ้ะ แค่เช็ดหมาดๆ แล้วปล่อยให้แห้ง หรืออาจจะออกไปขี่จักรยาน เพื่อให้ผมแห้งเร็วขึ้นก็ได้
4. เล็มปลายผมบ่อยๆ
คุณควรจะเล็มผมทุกๆ เดือน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไว้ผมยาวมากๆ ควรเล็มออกประมาณ 1-2 นิ้ว ทุกๆ 3-4 เดือน เพื่อตัดปลายผมที่แห้งเสียและขาดความชุ่มชื้นออกไป
5. กินอาหารที่ดี
อาหารที่ดีช่วยบำรุงผมได้จากภายใน ลองเน้นการกินผักและผลไม้สดๆ เพื่อให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ นอกจากนี้พวกปลาแซลมอนหรือถั่วก็ดีต่อผมเหมือนกันนะคะ แถมยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายด้วย
เอาล่ะค่ะ ถ้าคุณมีผมแห้งเสีย และต้องการฟื้นบำรุงผม ก็อย่าลืมนำเคล็ดลับดีๆ ทั้ง 5 ประการนี้ไปลองใช้กันนะคะ และหากคุณมีผมร่วงมาก ก็สามารถหา แชมพูแก้ผมร่วง มาใช้ควบคู่ไปกับการฟื้นบำรุงผมได้เลยค่ะ เพียงเท่านี้ ผมของคุณก็จะกลับมาสวยเงางามได้ไม่ยากแล้วนะ
Updated: 26 พ.ย. 2561 เวลา 09:41 น.
คุณแม่ตั้งครรภ์ มีอาหารอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง

คุณแม่ตั้งครรภ์ มีอาหารอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง


ในช่วงตั้งครรภ์ เรื่องของสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อยในท้องนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ทุกเรื่องจึงต้องใส่ใจให้ดีที่สุด
เรื่องของอาหารการกิน เป็นสิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อการดำรงชีวิตและการตั้งครรภ์ คุณแม่จึงต้องทราบว่าอาหารอะไรบ้างที่ตนควรรับประทาน และควรหลีกเลี่ยง เพื่อความปลอดภัย และช่วยเสริมสร้างสุขภาพของตนเองรวมถึงลูกน้อยได้อย่างดีที่สุด โดยอาหารที่คุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงที่จะทาน มีดังนี้
1. ปลาบางชนิด ปลา เป็นเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์มาก แต่ปลาบางชนิดก็ไม่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น ปลาดาบ ปลาดาบเงิน ปลาคิงแมคเคอเรล ปลากระโทงเทง และปลาฉลาม เพราะปลาเหล่านี้มีสารปรอทตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในท้อง
2. เนื้อสัตว์สำเร็จรูป เนื้อสัตว์สำเร็จรูปในที่นี้ คือ แฮม โบโลน่า ไส้กรอก เบค่อน เป็นต้น อาหารที่สุดแสนจะอร่อยเหล่านี้ จะมีเกลือและโซเดียมค่อนข้างสูง เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์ และอาจติดเชื้อลิสเตอเรียในรก ทำให้ลูกน้อยป่วย หรือเป็นอันตรายได้
3. ชีสที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ คือ ชีสที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ เช่น บลูชีส ชีสกามองแบร์ บรีชีส เป็นต้น เพราะจะมีแบคทีเรียหลงเหลืออยู่ ทำให้เกิดอาการแท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้
4. ตับ เป็นอาหารที่มีวิตามินเออยู่มาก จึงอาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในท้อง หรือทำให้พิการได้ จึงควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือทานแต่น้อย และทานอาหารในกลุ่มเบต้าแคโรทีนอย่างมะละกอ แครอท ฟักทอง และผักใบเขียวเข้มร่วมด้วย
5. กาเฟอีน และแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และแอลกอฮอล์ น่าจะเป็นสิ่งที่คุณแม่โดยทั่วไปทราบอยู่แล้วว่าไม่ควรทานในช่วงตั้งครรภ์ เพราะถึงแม้ในชีวิตประจำวันเมื่อไม่ได้ตั้งครรภ์ ยังส่งผลเสียต่อร่างกายเลย การรับกาเฟอีนในช่วงตั้งครรภ์ จึงมีผลต่อพัฒนาการ และการเจริญเติบโตของลูกน้อย เพราะลดการดูดซึมของสารอาหารที่จำเป็น เช่น แคลเซียม และธาตุเหล็ก ส่วนการรับแอลกอฮอล์มีผลต่อการสร้างสมอง เส้นประสาท และกระดูกสันหลังของลูกน้อย
6. ถั่วลิสง การรับประทานถั่วลิสง ควรแน่ใจว่าสะอาด ไม่อับชื้น หรือเก็บไว้นาน เพื่อไม่ให้ได้รับสารปนเปื้อน ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์ควรทานให้น้อยที่สุด หรืองด และยังมีผลต่อการผลิตน้ำนมของแม่อีกด้วย เพราะสารเหล่านี้จะไปอยู่ในน้ำนมด้วย
นอกจากเรื่องของอาหารแล้ว เรื่องสุขอนามัยก็สำคัญไม่แพ้กัน และในช่วงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดอาจมีอาการแปลกๆ ที่เกิดมาจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและร่างกาย เช่น ผมร่วงหลังคลอด กระดูกพรุน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องดูแลทำความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย
Updated: 20 พ.ย. 2561 เวลา 10:16 น.
สาเหตุของผิวหนังเสื่อมโทรม

สาเหตุของผิวหนังเสื่อมโทรม


การที่เราจะดูแลผิวให้สามารถที่จะมีสุขภาพที่ดี สวย เปล่งปลั่ง นอกจากนั้นยังขาวอมชมพูได้นั้น เราจะต้องดูแลผิว หมั่นเติมอาหารผิวด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พยายามในการที่จะรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เน้นผักผลไม้ที่มีส่วนในการบำรุงผิวพรรณ และนอกจากนั้นแล้วจะต้องรู้จักสาเหตุที่ทำให้ผิวพรรณเสื่อมโทรม แก่ชรา หมองคล้ำ เป็นฝ้า กระ และจุดด่างดำ กันเสียก่อนว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้หาทางป้องกันและแก้ไขได้ถูกวิธี มาดูตัวการหลักๆที่ทำให้ผิวเสียกันดีกว่า
1. แสงแดด ซึ่งบางช่วงเวลาก็มีส่วนในการที่จะบำรุงผิว คือแสงไม่เกิน 9 โมงหลังจากนั้นล้วนทำลายผิวทั้งนั้นเลย เพราะว่ารังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดสามารถทำให้ผิวหนังเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และยังทำลายคอลลาเจน นอกจากจะทำลายผิวแล้วยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งด้วย ดังจะเห็นตัวอย่างจาก ฝรั่งที่นิยมอาบแดดทำผิวสีแทน แทบอื่นที่ไม่ใช่เมืองไทย ได้ผิวสวยแต่ทำไปทำมากลับได้โรคมะเร็งเป็นตัวแถมมาด้วย และเมื่อถูกแดดทำร้ายโดยตรงมากจนเกินไป โดยไม่ได้กางร่ม กางหมวก หรือว่าทาครีมกันแดดแล้วละก็ สุดท้ายผิวหนังจะลอกเป็นสะเก็ดและแห้งไหม้เป็นรอยแดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลย
2. การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ทานไม่ครบ 5 หมู่หรือว่าแม้นแต่ลดความอ้วนก็ส่งผลทำให้ผิวแห้งเสียได้เช่นกัน ดังนั้นการที่เราอยากที่จะมีผิวพรรณที่ได้นั้นจะต้องรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ เน้นอาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะผักและผลไม้ ที่มีประโยชน์กับผิวเป็นหลัก และเมื่อเรานั้นรับประทานอาหารครบแล้ว ไม่ได้ลดความอ้วนด้วยการอดอาหารมีเหรอผิวเรานั้นจะไม่สวย ดังนั้นหากเราทานอาหารตามธรรมชาติให้ครบ 5 หมู่ ก็ไม่จำเป็นต้องหาอาหารเสริมเช่น อาหารเสริม boom มารับประทานอีกแล้ว
3. การดื่มน้ำน้อยเกินไป การที่จะอยากมีผิวพรรณที่ดีอย่างน้อยจะต้องดื่มน้ำวันละ 8 แก้วขึ้นไป ควรโดยการดื่มไม่จำเป็นจะต้องดื่มทีเดียว 8 แก้ว วิธีการดื่มคือ ให้จิบไปเรื่อยๆทั้งวัน จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เพราะน้ำคือส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ หากขาดน้ำผิวจะไม่ชุ่มชื้นแถมของเสียในร่างกายยังไม่ถ่ายเทด้วย
4. การไม่ออกกำลังกายหรือไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่จะดีต่อร่างกายคือ ออกกำลังหายอย่างต่อเนื่อง 20 นาทีขึ้นไป จะทำให้เกิดการขับเหงื่อกระตุ้นการ การหมุนเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นนอกจากนั้นก็สมควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อยากให้ผิวสวยไม่ควรอดนอน
Updated: 13 พ.ย. 2561 เวลา 10:14 น.
อายุ 30 ปีแล้วควรปรนนิบัติผิวไง

อายุ 30 ปีแล้วควรปรนนิบัติผิวไง


ผิวหนังคนเราจะมีช่วงอายุไม่เหมือนกัน ดังนั้นเรื่องของการดูแลและการทำการบำรุงและรักษาก็แตกต่างกันออกไปด้วย โดยเฉพาะสำหรับสาวที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปนั้นบอกได้เลยว่าคุณภาพผิวนั้นจะเปลี่ยนไปสำหรับผิวที่ดีอยู่แล้วไม่ต้องการดูแลอะไรมากมายเพียงแค่นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้นก็ผิวดีแล้ว แต่มาในวัยนี้ผิวทำงานเปลี่ยนไป ดังนั้นจะต้องดูแลตนเองมากยิ่งขึ้นผิวหน้าที่เนียนใส ไร้สิวและไร้ริ้วรอย นั้นจะต้องอาศัยเคล็ดลับดังต่อไปนี้ในการดูแลให้สุขภาพผิวหน้าดีขึ้นมากกว่าเดิม

1. หมั่นทาโลชั่นหรือว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ให้ท่องจำเอาไว้เสมอว่าอายุที่เลย 30 ปีแล้วนั้นจะไม่มาดูแลอะไรมากเช่นเดียวกันแต่ก่อนมันไม่ได้แล้วอายุที่ล่วงเลยเข้าไปในวันนี้สิ่งที่ละเลยหรือว่าลืมไม่ได้เลยคือการทาครีมบำรุงผิวครีมลดริ้วรอย ครีมยกกระชับ ครีมหน้าเด้ง เป็นต้น

2. การทานอาหารที่มีประโยชน์กับผิว เน้นไปที่ผักผลไม้ ลดของมันอย่าง ขาหมู ลดของหวาน หันมากินคลีน ซึ่งการกินคลีนคือ การกินอาหารที่ผ่านการปรุงแต่ง ดัดแปลงน้อยที่สุด เป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติ และมีสารอาหารสูง นอกจากจะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีแล้วยังทำให้ผิวของเราแข็งแรงไม่แก่ก่อนวัยด้วย

3. ลองลงทุนในการหาอาหารเสริมมาทานบ้าง แน่นอนว่าเมื่ออายุล่วงเลยไปถึง 30 ปีแล้วนั้นจะต้องดูแลที่มากกว่าในอดีตเพราะลำพังแค่การที่เราจะปรับพฤติกรรมในการที่จะใช้ชีวิตและการมาร์กหน้า สครับหน้า พอกหน้าบางทีนั้นมันไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะว่าในโครงสร้างในชั้นผิวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คอลลาเจน อิลาสติน เริ่มสลายหายไปทีละน้อย จึงไม่แปลกที่สภาพผิวหน้าจะมีปัญหา มีรอยตีนกาเต็มไปหมด แถมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ก็ถดถอย ดังนั้นการที่เราะมองหาอาหารเสริมมาช่วยบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร บางทีเรื่องของความสวยนั้นก็จะต้องลงทุนบ้างเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถ้าอยากเสริมโครงสร้างผิวให้เต่งตึง กระชับ ต้องเสริมจากภายในด้วยการทานอาหารเสริมอย่างผลิตภัณฑ์ดีๆอย่าง joliena plus ซึ่งทานเพียงแค่วันละ 2 แคปซูล ก็จะสามารถจะเติมคอลลาเจนให้ผิวให้ไร้ริ้วรอย ไม่หย่อนคล้อย แถมยังกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เซลล์ผิวและอวัยวะของเราแข็งแรงขึ้น


Updated: 4 พ.ย. 2561 เวลา 09:18 น.
เลือกกระเป๋าเดินทางอย่างไรให้เหมาะกับคุณ

เลือกกระเป๋าเดินทางอย่างไรให้เหมาะกับคุณ


ในชีวิตของเรานั้น จำเป็นต้องมีการเดินทาง หรือการท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ อยู่บ้าง หรือบางคนอาจจะเป็นประจำ สิ่งที่เราควรมีติดเอาไว้นั่นก็คือ กระเป๋าเดินทาง

หากคุณกำลังต้องการซื้อกระเป๋าเดินทางสักใบหนึ่งเพื่อเอาไว้ใช้งาน และต้องการให้เหมาะสมกับคุณ คือใช้งานได้อย่างเหมาะสม และมีความคุ้มค่าในการซื้อมา เราขอแนะนำวิธีการเลือกกระเป๋าเดินทางให้กับคุณ ดังนี้ค่ะ

เลือกกระเป๋าขนาด 26 นิ้วก็พอ
ไซซ์มาตรฐานของกระเป๋าเดินทางที่ไม่เล็กเกินไป และไม่ใหญ่ถึงขั้นต้องยกหนักๆ ให้ปวดหลัง ปวดแขน แนะนำว่าเลือกขนาด 26 นิ้วก็พอใส่สัมภาระได้สบายๆ อย่างน้อยก็ 3-5 วันเหลือเฟือ แต่ถ้ากรณีกระเป๋าใบเดียวเที่ยวหลายคนอาจเลือกใหญ่หน่อยก็ได้ตามความเหมาะสม

เช็กล้อเป็นอันดับแรก
เรื่องนี้สำคัญมากๆ แนะนำให้ลงทุนเลือกกระเป๋าแบบ 4 ล้อแทน 2 ล้อ เพราะช่วยผ่อนแรงเวลาเคลื่อนที่ได้ดีกว่า และวัสดุของล้อที่ดีควรเป็นล้อยางทั้งลูก ชนิดที่มีตลับลูกปืน ตัวล้อควรฝังอยู่ภายในกระเป๋าเดินทางโดยเฉพาะกระเป๋าเดินทางที่ไว้ใต้ท้องเครื่องบิน เพราะจะป้องกันการเสียของล้อได้

ซิปต้องแข็งแรง
เรื่องซิปก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นส่วนที่บอบบางพังเสียหายได้ง่าย ซิปกระเป๋าเดินทางแตกระหว่างทริปชีวิตพังแน่นอน ก่อนซื้อกระเป๋าเดินทางลองรูดซิปเข้าออกหลายๆ ครั้งเพื่อเช็กความแข็งแรง ความลื่นรูดง่าย ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจมากขึ้นว่ากระเป๋าเดินทางคุ้มค่าไม่ใช่ใช้งานไม่กี่ครั้งก็พัง

หูหิ้วและคันชัก ถนัดใช้งาน
หูหิ้วต้องมีความแข็งแรงสุดๆ เพราะมันเป็นส่วนที่รับน้ำหนักของกระเป๋าทั้งใบเวลายก หูหิ้วควรเป็นแบบยึดเกาะติดกับตัวกระเป๋า ยืดหดได้เป็นอย่างดี จับได้ถนัดมือ และในส่วนของคันชักเวลาลากกระเป๋าควรทดลองดึงขึ้นดึงลงจนมั่นใจว่าแข็งแรง ไม่มีปัญหาว่าจะพังเสียหายได้ง่ายๆ

วัสดุกระเป๋า
กระเป๋าเดินทางสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ชนิดแข็ง (Hard Case) และ ชนิดผ้า (Soft Case) เลือกแบบไหนดีที่สุด อันนี้อยู่ที่ความชอบ
กระเป๋าเดินทางนั้น เราสามารถเลือกซื้อได้ในหลายราคา กระเป๋าเดินทางราคาถูก นั้นมีอยู่มากมาย แต่ควรเลือกที่มีคุณภาพเหมาะสม และมีความทนทานในการใช้งานเป็นหลักด้วย


Updated: 30 ต.ค. 2561 เวลา 10:24 น.
การทำความสะอาดโซฟาในแต่ละแบบอย่างถูกวิธี

การทำความสะอาดโซฟาในแต่ละแบบอย่างถูกวิธี


ปัญหาหนึ่งซึ่งเราพบเจอได้อยู่เสมอ นั่นก็คือปัญหาของการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์บางประเภท ที่ไม่ทราบว่าจะต้องทำความสะอาดอย่างไรดี เช่น โซฟา
โซฟานั้น มีทั้งแบบที่ถอดได้ และถอดไม่ได้ ซึ่งแต่ละแบบจะต้องดูแลทำความสะอาดอย่างถูกวิธีด้วย โดยวิธีทำความสะอาดโซฟาแต่ละแบบสามารถทำได้ดังนี้
โซฟาผ้าแบบถอดซักได้
โซฟาที่ถอดซักได้เป็นโซฟาผ้า และเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะมีให้เลือกหลายแบบ และราคาไม่แพงมาก แถมดูแลรักษาง่ายอีกด้วย โซฟ้าผ้านั้นก็มีทั้งแบบถอดซักได้และถอดไม่ได้ การทำความสะอาดแบบถอดซักได้ก็จะทำความสะอาดได้ง่ายกว่า
การทำความสะอาดเราสามารถถอดซักได้ โดยการซักสำหรับโซฟาแบบถอดซักได้นั้น แนะนำให้ซักด้วยมือ โดยการใช้ผงซักฟอกผสมน้ำอุ่น แล้วทดลองด้วยการป้ายกับเนื้อผ้าด้านในก่อน ว่ามีการทำให้สีผ้าของโซฟาเปลี่ยนหรือไม่ จากนั้นก็ซักเบาๆ ด้วยมือและผึ่งให้แห้งโดยไม่ตากแดดจัดเพราะจะให้ให้สีเปลี่ยน เมื่อผ้าใกล้แห้งให้นำไปสวมไว้ที่เดิมเพราะจะได้เข้ารูปเมื่อแห้งแล้ว
โซฟาผ้าแบบถอดซักไม่ได้
ส่วนการทำความสะอาดโซฟาผ้าแบบถอดซักไม่ได้นั้นควรเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้าโซฟาก่อน ด้วยการใช้หัวแปรงอ่อนๆ เพื่อดูดฝุ่น จะได้ไม่เป็นการทำลายพื้นผิวโซฟา จากนั้นถ้ามีรอยเปื้อนให้ใช้น้ำส้มสายชูเทลงบนผ้าไมโครไฟเบอร์แล้วถูเบาๆ เสร็จแล้วให้ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อ่อนๆ แล้วถูเบาๆ ให้น้ำซึมลงไปเล็กน้อย (แต่อย่าให้ชุ่มมากนะคะ) เพื่อทำความสะอาดคราบสกปรกที่อยู่ในเนื้อผ้า ทำให้แห้งด้วยการใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้แห้ง หรือปล่อยทิ้งไว้โดยเปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทให้สะดวก
โซฟาหนัง
ใช้วิธีดูดฝุ่นให้ทั่วตามร่องช่วงต่อของเฟอร์นิเจอร์ ถ้ามีรอยเปื้อนจาก ๆ ใหใช้น้ำผ้าชุบน้ำสบู่จาง ๆ แล้วบิดให้หมาดอย่าให้เปียกเกินไป แล้วเช็ดเบา ๆ เพื่อไม่ให้ฤทธิ์ของสบู่ทำลายหนังของโซฟา ถ้ามีคราบเชื้อราให้ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำแล้วฉีดเพื่อขจัดคราบแล้วก็ใช้ผ้าแห้งเช็ดออก ถ้าเป็นรอยเปื้อนฝังแน่นให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดหนังโดยเฉพาะเช็ดเลยค่ะ
เพียงเท่านี้เราก็สามารถดูแลทำความสะอาดโซฟาแต่ละแบบ แต่ละประเภทได้อย่างถูกต้องแล้ว แต่หากต้องการโซฟาที่เหมาะกับบ้านของคุณ หรือสั่งทำเฉพาะ ก็สามารถใช้บริการ โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ได้เช่นเดียวกันค่ะ
Updated: 6 ต.ค. 2561 เวลา 11:03 น.
การรีโนเวทบ้านช่วยให้คุณประหยัดได้อย่างไร

การรีโนเวทบ้านช่วยให้คุณประหยัดได้อย่างไร


ปัจจุบันการรีโนเวทบ้านเก่าให้ดูใหม่เป็นที่นิยมกันมาก เพราะสามารถออกแบบได้อย่างอิสระ ไม่ต้องย้ายจากที่อยู่เดิมให้ยุ่งยาก หรืออาจจะเป็นการซื้อบ้านเก่ามาทำใหม่ นอกจากนี้ยังมีการรับรีโนเวทห้องแถวให้กลายเป็นร้านอาหาร หรือคลินิกต่างๆ สำหรับการ รับออกแบบคลินิก ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นการรีโนเวทห้องเก่าให้กลับมาดูใหม่ เป็นไปในสไตล์ที่ต้องการ มีน้อยที่จะทำการก่อสร้างขึ้นใหม่เพราะเป็นการใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่ควรรู้ก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มรีโนเวทบ้านดังนี้

1. ควรตรวจสอบโครงสร้างอย่างละเอียด และตัวบ้านทำจากโครงสร้างอะไร มีการทรุดตัวหรือไม่ จะสังเกตได้จากรอยร้าว ช่องใต้พื้น คราบดินและคราบน้ำต่างๆ เป็นต้น รวมไปถึงหลังคาและวัสดุมุงหลังคาจากภายนอกว่าติดตั้งได้ระดับ ไม่โก่ง ไม่เบี้ยว ไม่รั่ว หากมีรอยแตกหรือรอยชำรุด ต้องศึกษาหรือให้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาช่วยดูให้ เพราะเรื่องของโครงสร้างบ้านนั้นมีความสำคัญมากในการรีโนเวท

2. การออกแบบภายใน เป็นการวางแผนออกแบบตั้งแต่ต้นเป็นสิ่งสำคัญมาก จำเป็นต้องหาสไตล์ที่ชอบแล้วตัดสินใจทำซึ่งทุกอย่างต้องคำนึงถึงพื้นที่นอกจากจะต้องทำออกมาให้สวยงามแล้ว ยังต้องนึกถึงประโยชน์การใช้งานอีกด้วย

3. การออกแบบห้องนั่งเล่นถือได้ว่าเป็นห้องที่มีการใช้งานมากที่สุดไม่ควรออกแบบมาให้แน่นและแออัดเกินไปการแขวนสิ่งของต่างๆ จะช่วยให้มีจุดพักสายตามากขึ้น ถ้าอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยว ควรใช้แสงธรรมชาติเข้ามาช่วย เพราะจะทำให้ห้องดูใหญ่ขึ้น ไม่อึดอัด ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก

4. สำหรับบ้านจะออกแบบมาในสไตล์ไหน ต้องการต่อเดิมผนังและฝ้าเพดานเพิ่มหรือไม่ เพิ่มฉนวนกันเสียงหรือกันร้อนรึเปล่า และอีกมากมายที่คุณจำเป็นต้องหาคำตอบของสิ่งเหล่านี้ให้แน่นอนก่อนที่จะเริ่มซื้อของซึ่งหลายคนมักจะเชื่อว่าซื้อวัสดุเองจะช่วยประหยัดกว่าการใช้ผู้รับเหมาซื้อให้ หากคุณได้ผู้รับเหมาที่รู้จักกันและมีความรู้ เขาจะรู้แหล่งซื้อวัสดุที่ได้ราคาถูกกว่าในตลาด อีกทั้งสามารถต่อรองกับผู้ขายได้ดีกว่าเราอีกด้วย

5. ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมาย เป็นสิ่งแรกที่จำเป็นต้องรู้ก่อน ตาม พ.ร.บ.  เรียกว่าการดัดแปลง ตามการควบคุมและเพื่อไม่ต้องมาแก้ไขในตอนหลัง สิ่งแรกที่ต้องทำคือขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และต้องได้รับอนุญาต โดยมีการยื่นแบบแปลนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงให้ทางพนักงานได้รับทราบ พร้อมด้วยชื่อผู้รับเหมา วิศวกร และสถาปนิกอย่างครบถ้วน


Updated: 30 ก.ย. 2561 เวลา 11:07 น.
กระจกพ่นทราย คืออะไร

กระจกพ่นทราย คืออะไร


นอกจากกระจกที่เรานำมาใช้ในส่วนของประตู หน้าต่าง ฉากกั้น หรือในส่วนที่เราต้องการความทนทาน แข็งแกร่งเป็นพิเศษ เช่น กระจกเทมเปอร์ กระจกลามิเนต แล้วนั้น ก็ยังมีกระจกที่เรานิยมนำมาใช้ในการตกแต่งบ้านให้มีความสวยงาม เช่น กระจกพ่นทราย

กระจกพ่นทราย คือกระจกที่ผ่านกรรมวิธีการทำลวดลายบนกระจกโดยวิธีพ่นทราย การพ่นทรายเป็นกรรมวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดลวดลายบนกระจกได้ โดยทรายที่ใช้คืออลูมินัมออกไซด์ (Aluminum Oxide) มีลักษณะเป็นผงละเอียดซึ่งแต่ละเม็ดจะมีความแข็งและความคมสูง เมื่อถูกพ่นลงบนผิวแก้วด้วยความเร็วสูงจะสามารถกัดกร่อนผิวแก้วให้เกิดเป็นรอยฝ้าลึกลงไปเนื้อแก้ว

ทรายที่ใช้นอกจากจะใช้อลูมินัมออกไซด์แล้ว ยังสามารถใช้ทรายจากธรรมชาติได้โดยการร่อนเอาเฉพาะทรายที่ละเอียดมากและต้องใช้เครื่องพ่นทรายที่มีแรงพ่นสูงมากขึ้น เพราะทรายจากธรรมชาติจะมีความแข็งและความคมน้อยกว่าอลูมินัมออกไซด์ เวลาพ่นจึงต้องใช้เวลานานมากกว่า

กรรมวิธีที่จะทำให้เกิดเป็นลวดลายตามที่เราต้องการนั้นจะใช้หลักการของการทำสเตนซิล ซึ่งเป็นกลวิธีการพิมพ์ลายฉลุ โดยการทำแม่พิมพ์แบบง่ายๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จะทำการฉลุแผ่นกระดาษหรือแผ่นโลหะเป็นลวดลายหรือภาพ แล้วพ่นหรือทาสีลงไปผ่านช่องที่ฉลุไว้ลงบนวัสดุที่ต้องการพิมพ์ ซึ่งหลักการนี้เรานำมาใช้ในการทำลวดลายบนกระจกโดยใช้วัสดุอย่างอื่นได้

การทำลวดลายบนกระจกโดยใช้วัสดุอย่างอื่น สามารถใช้สติกเกอร์พีวีซีแทนกระดาษหรือแผ่นโลหะ มาตัดฉลุให้ได้ลวดลายตามต้องการติดลงบนกระจกลอกส่วนที่ต้องการเกิดลวดลายออกแล้วใช้เครื่องพ่นทรายแทนการพ่นสีลงไป ทำให้เกิดลวดลายเป็นรอยฝ้าขาวบนพื้นแก้วที่เรียบใสตามต้องการ
ลวดลายที่เกิดจากกรรมวิธีพ่นทรายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ

แบบโพซิทีฟ (Positive)
เป็นลวดลายที่ส่วนที่เป็นลายจะเป็นสีฝ้าขาวอยู่บนพื้นแก้วใส ทำได้โดยการแกะสติกเกอร์ส่วนที่เป็นลวดลายออก แล้วพ่นทรายลงในบริเวณที่เป็นลวดลายนั้น ก็จะได้ลวดลายที่เป็นแบบโพซิทีฟ

แบบเนกาทีฟ (Negative)
เป็นลวดลายที่ส่วนที่เป็นลายจะเป็นแก้วใสอยู่บนพื้นที่เป็นฝ้าขาวโดยรอบ ทำได้โดยการแกะสติกเกอร์ส่วนที่เป็นพื้นรอบนอกออกเหลือไว้แต่ส่วนที่เป็นลวดลายและพ่นทรายลงบนบริเวณรอบๆ ส่วนที่เป็นลวดลาย ก็จะได้ลวดลายแบบเนกาทีฟ

จะเห็นได้ว่ากรรมวิธีในการทำกระจกพ่นทรายนั้นมีความน่าสนใจ และออกมาสวยงาม เหมาะแก่การนำมาใช้ในการตกแต่งบ้านในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนที่ต้องการให้มีลวดลาย หรือต้องการความทึบมากขึ้นได้อย่างสวยงาม


Updated: 9 ก.ย. 2561 เวลา 22:22 น.
ทำอย่างไรให้การเรียนการสอนในห้องเรียนน่าเรียน

ทำอย่างไรให้การเรียนการสอนในห้องเรียนน่าเรียน


ปัญหาในการเรียนนั้นบอกได้เลยว่ามันมีมากมายหลากหลายปัญหามากมายไม่ว่าจะเรียนเพียงในห้องเรียนไม่เข้าใจจะต้องไปเรียนพิเศษ ทำให้เสียเงินเสียทองไปมากว่าเดิมแต่จะทำยังไงได้ในเมื่อการเรียนการสอนในห้องเรียนไม่เพียงพอ เรียนแล้วไม่เข้าใจด้วย ดังนั้นเมื่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ครูจะต้องมีหน้าที่ในการที่จะจัดการในการที่จะหาวิธีการหรือว่าเทคนิคในการเรียนการสอนในห้องให้มันดีกว่าเดิม และรู้จักดูแลชั้นเรียนในเวลาที่เด็กนั่งเรียนใน โต๊ะเก้าอี้นักเรียน ให้เข้าใจปละที่สร้างสรรค์มากขึ้น ในอดีตเราอาจจะถือไม้เรียวเดินไปเดินมาสร้างความยำเกรงให้เด็กในห้องเรียนเข้าใจและหันมาตั้งใจเรียนในห้องเรียนอย่างเต็มที่อีกด้วย

จะใช้วิธีการปาของใส่นักเรียนเพื่อให้สนใจแบบแต่ก่อนมันคงจะทำไมได้ดีไม่ดีจะถูกถ่ายคลิปเอาไปร้องเรียนในการเรียนการสอนอีกต่างหาก ดังนั้นมันส่งผลเสียต่ออาชีพการทำงานของครูแต่ละท่านแน่นอนอีกด้วย เมื่อนำไปเผยแพร่ในโลกอินเตอร์เน็ต โดยไม่รู้ถึงที่มาที่ไปเลย ดังนั้นลองทำตามขั้นตอนในการทำให้นักเรียนสนใจในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้นดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

ขั้นตอนที่ 1 พยายามจัดห้องเรียนให้เหมาะสมน่าเรียน เพื่อดึงดุเด็กให้มีความอยากเรียนมากยิ่งขึ้น
ห้องเรียนที่ทึบ เล็ก ไม่มีระเบียบนั้นไม่ส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทำการ ติดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศที่เพียงพอ และดูแลความสะอาดอยู่เสมอ ไม่มีเสียงดังรบกวนจะช่วยเพิ่มสมาธิของเด็กได้มากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 2 สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้น่าเรียนไม่ทำให้เด็กกลัวแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีใครชอบคนกดดันขมขู่เด็กก็ด้วยเช่นเดียวกัน ความเชื่อที่ว่าหากไม่บังคับหรือเคี่ยวเข็ญบ้าง เด็กๆ ก็จะไม่สนใจเรียน มันใช้ไม่ได้แล้วในยุคสมัยนี้

ขั้นตอนที่ 3 หาสื่อการเรียนการสอนใหม่ๆเอามาเป็นตัวช่วยในการเรียนการสอน อีกทั้งยังเพิ่มกิจกรรมหลากหลาย ที่เกี่ยวข้องกับวิชาเพื่อให้เด็กมีความอยากเรียน และไม่มีความจำเจอีกด้วย  สื่อที่หลากหลายและแปลกใหม่ทำให้เด็กมีส่งเสริมกิจกรรมกลุ่ม หรือการจัดให้เกิดการแข่งขันเป็นทีม ก็เพี่อให้เด็กทำงานเป็นทีมเป็น

ขั้นตอนที่ 4 มียกย่องและชมเชย ซึ่งช่วยส่งเสริมให้เด็กมีแรงจูงใจ สนใจการเรียนและมีสมาธิ

ขั้นตอนที่ 5 สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนให้เด็ก สร้างเป้าหมายในชีวิตของเด็กทำให้เด็กมีความมุมานะ


Updated: 18 ส.ค. 2561 เวลา 10:37 น.
หน้าที่: 1   |   2   |   3   |   4   |   5      »      [25]

shopify site analytics
 

Copyright @ 2013 : http://anarchyanarchyanarchy.net